back to homego to know usgo to activitygo to contact usgo to good mediago to web board

คุยกับอาจารย์เสรี  พงษ์พิศ เรื่อง"การใช้ชีวิตแบบพอเพียง"
วันที่ 26 สิงหาคม 2551
สถานที่ สันติวนา

รับฟังเสียงได้โดยคลิกที่ sereepongpit

ถาม:ขอให้อาจารย์ช่วยเล่าประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา
ผมบูรณะชนบทอยู่ที่ฟิลิปปินส์มาพบ ดร.ป๋วยกับหมอเฉก  อยู่กับหมอเฉก  หมอเฉกชวนลาออกจากราชการ ทำอย่างไรถึงจะมีหน่วยงานเอกชนมาทำเรื่องพัฒนาชนบทบ้าง  ดร.ป๋วยกับหมอเฉกร่วมกับตั้งสำนักงานบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย 2512 คู่กับสภาคาทอลิคเพื่อการพัฒนา สำนักงานอยู่ที่ห้วยขวาง  และก็มีย.ส. ขึ้นมา  ผมกลับมาทำงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2521  แล้วท่านบุญเลื่อนก็ชวนมาทำงานด้วย

งานแรกที่ผมทำ  ท่านบุญเลื่อนให้มาประสานงานผู้นำศาสนาเพื่อสังคม  เชื่อมประสานพระทั้งพุทธ  คริสต์และอิสลาม  วันหนึ่ง  อาจารย์สุลักษณ์ เห็นว่าคณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา(ศพพ.) ย้ายจากมหาจุฬามาที่วัดธาตุทอง ผมอยู่ในสภาคาทอลิค สอนหนังสือด้วย ปี 2528 ก็ลาออกจากสภาคาทอลิค  ปี 2530 ตั้งโครงการเล็กๆ ขึ้นมา  รวมกันเป็นมูลนิธิหมู่บ้าน  ผมได้เรียนรู้ปัญหาและวิธีการทำงานที่สภาคาทอลิคมาทำเรื่องข้อมูล  การเรียนรู้ของชุมชน  และการวิจัยของเราเอง  เราไม่ได้ลงไปพัฒนาชาวบ้าน  แต่เราไปช่วยจัดกระบวนการเรียนรู้ใหม่ให้ชุมชน   ค้นพบศักยภาพด้วยตัวเค้าเอง  พัฒนาตนเองจากข้างใน  ไม่ใช่การสังเคราะห์จากข้างนอก 

มีช่วงหนึ่งผมไปทำงานที่เชียงใหม่  พบว่าโรคเอดส์ระบาดหนัก เพราะปี 2527  ครบรอบ 60 ปีในหลวง  มีการปล่อยนักโทษออกจากคุก เลยติดเอดส์กัน  ต่อมารัฐบาลออสเตรเลียต้องการให้ความช่วยเหลือเพราะประเทศเค้าประสบความสำเร็จ  เพราะชุมชมเค้าเข้มแข็ง  เค้าไม่ได้ต้องการหมอแต่ต้องการบุคคลากรทำเรื่องนี้  ต้องการให้ผมเป็นผู้จัดการโครงการไทยออสเตรเลียป้องกันเอดส์ภาคเหนือที่เชียงใหม่  แล้วไปช่วยยูนีเซฟ  ลุ่มแม่น้ำโขง  เป็นผู้บริหารยูเอ็นเอภูมิภาคทั้งหมดเป็นหัวหน้าทีม  พบว่าไม่ใช่ที่ของผม  ผมก็เครียดแล้วก็ป่วย  ไม่เคยมีความดันมาก่อน เบาหวาน คอเลสเตอรอลสูงก็มี  มีโรคเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ด้วยก็เลยลาออกจากยูเอ็นก็กลับไปตั้งหลักใหม่  กลับไปหาพ่อแม่

ฟื้นคืนชีวิตหลังจากป่วยเป็นเพราะภูมิปัญญาของพ่อแม่  พ่อแม่เล่าให้ผมฟังว่าท่านเกิดมาอย่างไร  ทำให้ได้คิดว่าชีวิตของเราเกิดมาแบบนี้  ถ้าอยากมีชีวิตดีขึ้นควรไปทบทวนทางเก่าดูว่าเป็นมาอย่างไร  ผมก็กินปลา  กินผัก  กินข้าวกล้อง  กินอย่างที่พ่อแม่สอน  ออกกำลังกายก็หายไม่ถึงปี  ไม่เคยป่วยอีกเลย  แต่ก่อนจะเป็นไข้หวัดใหญ่ปีละ3 หนๆละ 3 วัน  กินยาปฏิชีวนะแต่ 9 – 10 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยป่วย  ถ้าเป็นหวัดก็กินฟ้าทลายโจรก็หาย กินข้าวกล้อง  ออกกำลังกายทุกวัน อาทิตย์ละ 6 วัน  เดิน 6 – 7 ก.ม  สุขภาพดี  เดินจริงบ้าง  เดินสายพานบ้างทุกวัน  คุณหมอประเวศให้หมอชาวบ้านมาสัมภาษณ์ว่าหายได้อย่างไร  ก็ใช้ยาด้วยแต่ใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน  การกินผักพื้นบ้าน ผักพื้นเมือง  สมุนไพร  ผมลดน้ำหนักลงโดยปรับการกินอยู่ให้ดีขึ้น  ไม่ได้กินยา  แค่ปรับการกินอยู่ให้ดีขึ้น  ที่เล่าเพราะสิ่งที่ทำทุกวันนี้มันเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ของตนเอง  ถ้าไม่มีประสบการณ์ปฏิบัติเองก็ไม่รู้จริง  เรารู้จริงมาจากการปฏิบัติ  ทำให้คนเชื่อมั่น  คนที่ฟังก็เชื่อมันในตัวเองด้วย  ผมว่าการเรียนรู้สำคัญที่สุด  ที่ผมไปช่วยงานที่อาฟริกา  ผมเป็นที่ปรึกษาให้รัฐบาลเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ  ลงไปที่ต่างๆ มีเหมือนกันทุกประเทศคือชุมชนที่เข้มแข็ง  เป็นชุมชนเรียนรู้หมด  เซเนกัล เบนัง  อาฟริกาเหมือนกันเลย  บางแห่งแล้งมาก  ผมก็เปรียบเทียบดู  บังคลาเทศ  เนปาล  ลาว  เขมร  ที่ใดมีความเข้มแข็ง  มันเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้  การเรียนรู้มันมีพลังมากโดยทุกวันนี้คนคิดไม่เป็น  เลือกไม่เป็น  ตัดสินใจไม่เป็น  ต้องให้คนอื่นตัดสินใจหมด ต้องให้สังคมสั่ง  ด้วยเหตุนี้ งานที่ผมทำในปัจจุบันคือเกี่ยวกับบทบาทสามอย่างคือ

  1. ช่วยจัดกระบวนการการเรียนรู้  เป็น Facilitator ไม่ใช่เป็นครูไปสอน
  2. เป็นตัวเชื่อมเป็น Casterist ให้เกิดสิ่งใหม่ๆ นวัตกรรม  เชื่อมประสานให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
  3. การสร้างเครือข่าย  สังคมมันโดดเดี่ยว  การเมือง  ศาสนา  สังคมเป็นสังคมแบบแนวดิ่ง verticalมาก  ไปวัดไปให้คิดถึงพระเท่านั้น  พอออกจากวัดไม่เคยคิดถึงเพื่อนมนุษย์  มีแต่คิดถึงพระเจ้า  แนวดิ่ง  ไม่มีแนวคู่ขนาน horizontal สังคมการค้าทุกอย่างต้องเป็นเครือข่ายหมด  การค้าต้องเป็นเครือข่ายหมด  ไม่อย่างนั้นจะอยู่ได้หรือ  ผมทำงานกับสาธารณสุข  เกิดคำถามว่าทำอย่างไรให้เกิดเครือข่ายสุขภาพขึ้นมา  ผมแนะนำว่าควรไปศึกษาเครือข่ายจีน  มูลนิธิต่างๆ หัวเฉียว ปอเต็กตึ้ง  มีคนอยากขายร.พ หัวเฉียวเพราะที่ดินแพงมาก  คนเยาวราชไม่ยอม  เช่นที่นครสวรรค์อยู่ได้เพราะคนจีนไหหลำ  อย่างคนจีนที่อยู่ได้เพราะเครือข่ายคนจีนโพ้นทะเล  ไต้หวัน  จากสิงค์โปร์  ฮ่องกง  สหรัฐ  จากยุโรป  ด้วยเหตุนี้  ภาพที่คนจีนไปเรียนที่ไหนเป็นพันเป็นหมื่นเป็นการสร้างเครือข่ายไปทั่วโลก

ประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ๋  งานของเราไม่มีเครือข่าย  มาวัดก็กลับบ้าน  ควรเจอกันเดือนละสองหน  มีเว็ปไซด์  เข้าไปเจอกันในเว็ปบ้าง  ผมก็ทำเว็ปไซด์ชื่อ Pongpit.com ผมทำมา 3 ปี  มีคนคลิกเข้าไปสามแสนกว่า  ผมมีบทความของผมสามร้อยกว่าบท  เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง  เกี่ยวกับชุมชน  รวมทั้งวิธีลดน้ำหนัก  มันต้องมีอะไรเป็นส่วนเชื่อม  ไม่มีส่วนเชื่อมเป็นไปไม่ได้  ตอนหลัง 2 – 3 ปีที่แล้วผมไปมนิลากับลุงประยงศ์ที่ได้รับรางวัลแมกไซไซด์  ผมทำงานกับลุงมา 20 ปี  คือแมกไซไซด์จ้างจุฬาไปแอบประเมินเพราะบางทีใช้การอัดฉีด  พบว่าที่นี่ไม่มีการอัดฉีด  เค้าก็ให้รางวัลลุงประยงศ์  แล้วก็ไปมนิลาหลายวัน  วันหนึ่ง Asian Development Bank (ADB) ให้ไปเล่าให้นายธนาคาร ADB ฟัง เค้าก็มาขอบคุณที่มาบอกว่าเงินแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้  ถ้าได้ต้องแก้ด้วยความรู้ปัญญาอย่างที่ท่านทำ  เคยเล่าให้ฟังว่าที่ฟิลิปปินส์  ขณะนี้มีคนไปทำงานแปดล้านคน  แม่บ้าน  กรรมกร หมอ  ผู้จัดการก็ไป  ส่งเงินกลับประเทศปีละห้าแสนล้าน  แต่ไม่ทำให้ฟิลิปปินส์หายจากการเป็นคนไข้ของเอเซียได้  เพราะฟิลิปปินส์ต้องการคนไม่ใช่เงิน  ทุนทางปัญญาต้องการปัญญามาพัฒนา  บ้านเราก็เป็นแบบนี้แหละ  คนก็ออกจากหมู่บ้านไปหาเงินส่งกลับหมู่บ้านให้พ่อแม่ใช้หนี้ใช้สิน  ชนบทเราก็ยังอดอยากเหมือนเดิม  เพราะไม่มีการเรียนรู้ที่ดี  ไม่ใช่การเรียนรู้ที่แท้จริง  ไม่รู้เท่าทันสถานการณ์ หาเงินเยอะก็ก่อหนี้เยอะ  ต้องใช้หนี้  กู้หนี้มาใช้หนี้  แก้ไขไม่ได้สักที 

การศึกษาการโรงเรียนต้องทำให้รู้จักพึ่งตนเอง เราก็มาวิเคราะห์ว่า 20 – 30 ปีนี้มีชุมชนที่แก้ปัญหาตัวเองได้  ไม่ใช่มีแต่ไม้เรียง  อินแปลงทำไมเราไม่ถอดประสบการณ์ของเค้าออกมาเป็นหลักสูตร  ความรู้  และเพื่อจัดการการเรียนรู้  หนึ่งอาศัยระบบมหาลัยที่เป็นอยู่  สำหรับคนที่อยากได้ปริญญา  อยากจะเข้าไประบบอีก  ก็ทำใจทั้งๆ ที่ผมออกจากมหาลัยได้ 20 ปีที่ธรรมศาสตร์  ก็กลับไปที่ธรรมศาสตร์อีกครั้ง  ไปพัฒนาหลักสูตร “ปริญญาตรีชื่อสหการวิริยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น  โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต” ไปเอาผู้นำชุมชนมาร่างหลักสูตร  คิดว่าทำอย่างไรให้คนทีเรียน ช่วยตัวเองได้  ช่วยคนอื่นได้  ให้เค้ามาเรียนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีมีกินในท้องถิ่น  ไม่ต้องออกไปที่อื่น  เป้าหมายคือผู้ใหญ่ ไม่ใช่เด็ก  เด็กการศึกษาทำให้เค้าออกจากบ้าน  การศึกษาทำให้คนเราดูถูกตัวเอง  พ่อแม่  ดูถูกภูมิปัญญาท้องถิ่น  การศึกษาก็เป็นแบบนี้แหละ  ตามประสบการณ์ของผมทำงานกับชุมชนการทำงานการศึกษาทำให้ค้นพบตัวเองค้นพบรากเหง้า  คนไม่มีรากเหง้าไม่ได้  ประสบการณ์ผมทำงานกับชุมชนเป็นแบบนี้  เช่นที่ภูพาน 21 ปีมาแล้ว  ผมส่งน้องคนหนึ่งไปทำงานที่นั่น  เราทำงานพัฒนาแบบใหม่  ไม่ให้เข้าไปพร้อมโครงการ  ให้เข้าไปเรียนรู้พร้อมกับชุมชน  ทำวิจัยวัฒนธรรมชุมชนแต่ไม่พูดว่าไปทำวิจัย  ไปถามชาวบ้าน  ตั้งคำถามให้เค้าหาคำตอบ  ชาวบ้านเบื่อมากเพราะไม่มีงบ  เพราะไม่มีโครงการ  หลังจากนั้นหนึ่งปีชาวบ้านก็มาขอบคุณ  จริงๆเราส่งคนไปทั่วประเทศไปช่วยให้เค้าค้นพบตัวเอง  ทำให้เค้ารู้ว่าเค้ามาจากไหน  ค่อยๆ สืบสาวจนค้นพบประวัติ  ทำให้รู้ว่าปี 2507 เกิดอะไรขึ้น  มีคนเอาปอมาปลูก  ขายดีกำไรเยอะ ชาวบ้านก็เฮโลปลูก  ถ่างป่าตลอด  ปี 2513 มีคนเริ่มปลูกมันสัมปะหลัง  ก็เฮโลกันปลูก  ราคามันก็ตก  2516  ปลูกกัญชาเอาไปขายทหารอเมริกัน  2519 ถนนเข้า  ถ่างป่าตลอด  2520 ไฟฟ้าเข้าหมู่บ้าน  จบเลยประวัติศาสตร์หมู่บ้านเพราะมีเครื่องใช้ไฟฟ้ามาแทน  ชาวบ้านเริ่มเป็นหนี้  ใช้ก่อนผ่อนทีหลัง  เริ่มไปเอาของป่าไปขาย  เห็ดก็หมด  ยอดหวายก็หมด  หน่อไม้ก็หมด  งอกไม่ทัน  ขึ้นไม่ทัน  ผมมีข้อสรุปข้อหนึ่ง  คือเมื่อชาวบ้านไปกู้เค้ากัน  ซื้ออยู่ซื้อกินมันก็จบ  คือคุณให้ผมทำอะไร  ผมยอมทำหมด  ซื้อเสียงขายเสียง  นี่คือระบบอุปถัมป์ที่สืพทอดกันมาหนักหน่วงมาก

ด้านหนึ่งคนก็จะถูกปล่อยเข้าไปมุมมืด  หนี้สินเป็นความทุกข์หนักของชาวบ้าน  มันไม่มีทางออก  นี่คือประสบการณ์ที่ค้นพบ  ข้อสรุปคืออนาคตคนที่ไม่รู้ว่าตนเองมาจากไหนก็ไม่รู้จะไปไหน  คนที่พูดคือขงจื้อ  ขงจื้อให้ศึกษาอดีตเพื่อรู้อนาคต  เราก็มาสรุปเองว่าขงจื้อคือคนที่รู้อดีต  ก็คือคนที่รู้อนาคต คุณไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร  คุณก็ไม่รู้จะไปไหน คนอื่นจะเป็นคนกำหนดให้หมด  คือการที่ผมวิเคราะห์ว่าการศึกษาวันนี้ไปถอนร่างเหง้าของเด็กๆ ผมสอนลูกให้คิดเป็นโดยให้อ่านหนังสือเล่มแรกคือเรื่องเจ้าชายน้อยไปถึงดวงดาว  มาถึงโลกก็ดีใจมากคิดว่าจะได้เจอคนเยอะๆ  ปรากฏไม่เจอคน  ก็เลยถามดอกไม้ว่าคนหายไปไหนหมด  ดอกไม้บอกคนไม่มีรากมีเง้าลมพัดคนก็หายไปในทะเลทรายกันหมด  นี่คือปรัชญาชีวิต

กระแสบริโภคมันแรง  เค้าให้อยู่อย่างก็อยู่  คิดเป็นตัวของตัวเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นนี่คือที่มาของอินแปลงเครือข่ายชาวบ้านที่ภูพาน พอเขารู้ประวัติศาสตร์ของเราแล้วก็บอกว่าตายแล้วเราไปถ่างป่าจนหมด  ทุบหม้อข้าวชองเราจนหมด  เขาก็เริ่มเข้าใจว่าทุนมีเยอะ  ที่ผ่านมาเขาเข้าใจว่ามีทุนอย่างเดียว  คือเงิน เลยก้มหน้าก้มตาซื้ออยู่ซื้อกิน ไปทำลายทรัพยากรหมด  เขาก็ไปเอาทุกอย่างที่อยากกินมาปลูก  ปลูกคนละ 30 – 40 ชนิด  บางคนเป็นร้อยชนิด  บางคนมี 5 ไร่  175 อย่าง  บันทึกหมด  ปลูกจนหญ้าคาขึ้นไม่ได้  เพราะไม่มีร่มให้อยู่  มีหวาย  ไม้ผล เลี้ยงไก่  บ่อปลาทำทุกอย่าง  ไม่กี่ปีก็ใช้หนี้ใช้สินได้  ค่าใช้จ่ายไม่มีก็เหลือกิน  อินแกลงคือคนที่ฟื้นชีวิตของตนเอง  กลับไปย้อนรอย  ฟื้นธรรมชาติ  ฟื้นชุมชน  ฟื้นภูมิปัญญาของตัวเอง  ตอนนี้เขาไม่กินน้ำอัดลมกันแล้ว  ทำน้ำผลไม้ป่า น้ำผลไม้บ้าน  มาทำเป็นน้ำที่เราไปซื้อกัน  ไปเรียนรู้กับอาจารย์ที่ราชมงคลที่บางโคลน  ก็ไปสอนว่าทำอย่างไรถึงจะเป็นน้ำผลไม้ที่มีวิตามิน  มีสารโภชนาการเยอะ  เขาก็เลิกกินผงชูรส  มากินผงนัวแทน  เอาข้าวเหนียวตากแห้งตำกับสมุนไพรแล้วเอาไปตากลม  เอามาใส่แกงใส่อ่อมซึ่งอร่อย  มันคือภูมิปัญญาท้องถิ่น  ที่นี้เขาฟื้นธรรมชาติของตัวเอง  โดยการจัดการชีวิตของตนเองใหม่  ใช้เวลา 20 ปีหลูกกล้าหวาย  ได้เกือบ 40 ล้านต้น  เพราะหวายกิโลหนึ่งได้ห้าถึงหกพันบาท  ปลูกเองขายบ้าง  แจกจ่าย  ก็เปลี่ยนแนวคิดสามารถพัฒนาทุกอย่างผมใช้เงินห้าพันบาท  ซื้อถุงดำให้ชาวบ้าน  ยืมไปหนึ่งร้อยบาท  คืนมาสิบบาท  อยู่กับการเรียนรู้สร้างทุนปัญญา  ทำให้เกิดทวีคูณได้  เข้าใจว่า  ทุนของเราเป็นอะไรที่ธรรมชาติสร้างมา  พระสร้างมา  บรรพบุรุษสร้าง  มันยิ่งใหญ่มาก  ปลูกอะไรก็โต 

ลูกศิษย์ผมที่ลำปางเรียนปริญญาโท  สอนภาษาจีน  คุยเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนา  แกก็บอกว่าแกมาจากคุนหมิงได้ยินว่า  เมืองไทยอุดมสมบูรณ์มาก  ขนาดเอาตะเกียบเสียบลงไปยังงอก  แต่เราอยู่ในความประมาท  ทำลายไปเยอะด้วยความไม่รู้  ผมคิดว่าบ้านเราเปลี่ยนตามโลกไม่ทัน  สังคมเกษตรมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม  แต่ก่อนข้าวมีความสำคัญที่สุดไม่ใช่เงิน  เงินเขาฝังดิน  อยากได้อะไรก็เอาข้าวไปแลกเอา  ทำบุญก็เอาข้าวไปทำบุญ  อาหารอยู่ในธรรมชาติ  เงินไม่ต้องสะสม  สะสมข้าวอย่างเดียว  ต่อมาสังคมอุตสาหกรรม  เราต้องออมเงินถูกสอนให้หาเงิน  ไปถ่างป่าเพื่อเอาไปขายเป็นเงิน   ผ้าก็ไม่ต้องทอ  อาหารก็ไม่ต้องหา  กำเงินไปตลาดอย่างเดียวได้ทุกอย่าง วันนี้สังคมเปลี่ยนไปหมดเป็นสังคมความรู้  ไม่มีความรู้อยู่ไม่ได้  แต่ชาวบ้านไม่เห็นความสำคัญ  รวมทั้งรัฐบาลไทย  เวลานี้ที่ประเทศพัฒนาแล้วเน้นเรื่องการศึกษากันหมด  ญี่ปุ่นเกาหลีไม่มีที่ดิน  ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้นเพราะเป็นดินภูเขาไฟเก่า  ความที่ใช้การศึกษา  สิงคโปร์ไม่มีนาแต่ขายข้าวไม่มียางแต่ค้ายางพารา  พวกยิวเป็นพวกอัจฉริยะ  ประเทศมีแต่ทะเลทราย  ความเป็นคนมีแต่ความรู้  เปลี่ยนทะเลทรายเป็นป่าเป็นสวน  ผลิตข้าวปลาอาหาร ผมสรุปกับนักศึกษาว่าคนที่มีความรู้เปลี่ยนทะเลทรายเป็นป่า  คนไม่มีความรู้เปลี่ยนป่าเป็นทะเลทราย แล้วคนไม่มีความรู้ทำอะไร  เราไม่ได้ใช้ความรู้ในการดูแล  ทรัพยากร  เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ศึกษาเศรษฐกิจ  ถ้าไม่มีความรู้ต่อให้มีทรัพยากรดินอีกหน่อยก็หมด  ถ้าไม่มีทรัพยากรแต่มีความรู้ก็อยู่ได้
ผมก็เล่าเรื่องอินแปลงอยู่ได้ทรัพยากรก็มี  ตอนนี้เค้าทำหมากเม่าขายก็ได้เงินอีก  ทำหลายอย่างเพื่อตอบสนองชุมชน  ผมเล่าตอนนี้คือการเริ่มต้นจัดหลักสูตรมหาวิทยาลัยชีวิต  สิ่งแรกที่ผมต้องการคือนักศึกษาค้นพบตัวเอง  รู้ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน  เค้าต้องคิดได้ว่าเค้ามาจากไหน  มีวิชาหนึ่ง  กระบวนทัศน์พัฒนาคือวิชาที่ปรับวิธีคิดคน  ปรับทั้งขบวนทัศน์วิธีทำ  วิธีให้คุณค่า  โลกทัศน์  ชีวทัศน์ต้องเปลี่ยน นักศึกษาต้องเรียนวิชาการวางแผนชีวิต  การวางเป้าหมายชีวิต  คือชีวิตทุกวันนี้มันสับสน ไม่มีการจัดการก็ไปไม่รอด  ให้เกิดความสมดุลย์  ครอบครัวกับงาน  การใช้เงินใช้เวลา  อยู่ในการเรียนรู้เป็นแบบโครงงานไม่ใช่ lecture ไปทำกิจกรรมเยอะ นักศึกษาเรียนอยู่ในท้องถิ่น  มีคนห้าสิบคนก็เปิดศูนย์เรียนขึ้นหาอาจารย์มาสอน เพราะนักศึกษาจะเรียนอยู่ในท้องถิ่น  ก็มีอยู่หนึ่งร้อยกว่าศูนย์ทั่วประเทศ  ประมาณหกถึงเจ็ดพันคน

หนึ่งผมให้เค้าคิดได้ว่าเค้าเป็นใคร  รู้รากเหง้าตัวเอง  ทำโครงงานเรื่องสี่สิบปีหมู่บ้านข้าพเจ้า  บันทึกมาสามถึงห้าหน้า  ถามคนเถ้าคนแก่ว่า  หมู่บ้านเรามาอย่างไร  หารากเหง้าตนเองให้เค้าคิดเป็น  การศึกษาเราก็พูดอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว  ผมแนะนำว่าจะเรียนอย่างไรโดยไม่ต้องท่อง  หาข้อมูล  เค้าก็เรียน  การคิดเป็นนามธรรมได้ concept (conceptualise)เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์สังเคราะห์ได้  สร้างความรู้ใหม่  ทักษิณบอกว่าผมพูดกับคนไทยต้องยกตัวอย่างเยอะ  พูดกับฝรั่งผมใช้ concept สองคำก็รู้เรื่อง

สองคิดเป็นระบบ  คิดอย่างเชื่อมโยงได้  บ้านเราไม่มีระบบคิดเป็นระบบคิดอย่างเชื่อมโยงได้  บ้านเราไม่มีระบบ  ชุมชนคิดอะไรเป็นโครงการไปหมด  มีเงินก็ทำไม่มีเงินก็เลิก  ซึ่งโครงการไม่เคยคิดถึงระบบเศรษฐกิจ  สังคมของท้องถิ่น  OTOP ออกมาก็ลอยตัว  พอ OTOP เจ๊งชาวบ้านก็เจ๊ง  ชาวบ้านที่จังหวัดเลยทำไวน์กระชายดำทำไม่ถึงก็เจ๊ง  กู้มาเยอะทำไปปีเดียวก็เจ๊ง  แถวนาแห้วภูเรือด่านซ้าย  กระชายดำตอนขุดกิโลกรัมละห้าร้อยบาท  ขายเมืองทองกิโลกรัมละแปดร้อยบาท  แถวภูพานก็ทำไวน์  ไวน์หมากเม่าตอนแรกขายดี  ต่อมาก็ลดลง  แต่เค้าไม่เจ๊ง  ผมก็อธิบายว่าที่นั่นไม่เจ๊ง  มันต้องมีฐานเศรษฐกิจของชุมชน  ต้องมีระบบ  ต้องสร้าง safetiness ระบบคือภูมิคุ้มกัน  เศรษฐกิจพอเพียงทั้งหมดคือวิธีคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียงคือมันต้องใช้ความรู้ใช้ปัญญา  คือต้องมีคุณธรรมพอประมาณ  มีเหตุมีผล  ค่อยๆ ทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน  สุดท้ายต้องมีระบบ  ไม่งั้นคุณก็ต้องขึ้นอยู่กับเงิน  คำสั่งขึ้นกับโครงการไม่ยั่งยืน  ที่นี่ผมให้นักศึกษาเรียนสามปีก็จบก็มีอะไรดีๆ  มีผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ที่แม่วา  จังหวัดเชียงใหม่อายุสักสี่สิบกว่า  แกก็มาเรียนหลักสูตรนี้  การเรียนทำให้คนมีความเชื่อมั่นในตัวเอง  วันหนึ่งแกก็ขอคุยกับสามี  สามีก็งงๆ  ภรรยาก็ถามว่ายี่สิบปี  ที่ผ่านคุณสนใจจะถามฉันไหมว่ามีความสุขมั๊ย  คุณรู้มั๊ยว่าคุณเป็นใครมาจากไหน  สามีก็ตกใจ  แต่ความที่เขาไม่ใช่คนเลว  ทุกวันคุณเลิกงานไปกินเหล้ากับเพื่อน  สามีทำอีกโรงงานเป็นผู้ช่วยเทคนิค  หลังเลิกงานไปกินข้าว  เย็นศุกร์เข้าป่าล่าสัตว์  จนเย็นวันอาทิตย์กลับบ้าน  ไม่เคยสนใจที่บ้าน  สามีก็ไปคิด  ปู่ย่าตายายเราก็ไม่ได้เป็นอย่างนี้  หนักเข้าแกก็เปลี่ยน  โดยเลิกกินเหล้ากลับบ้าน  แล้ววันหนึ่งเอาเครื่องล่าสัตว์ไปเผาทิ้ง  เลิกไม่เอา  ก่อนเข้าพรรษาก็ไปบวช  ก่อนบวชก็เตรียมตัวดี  ไหว์พระสวดมนต์ทุกวัน  วันหนึ่งถามภรรยาว่าถ้าผมบวชไม่ศึกจะว่าอะไรไหม  ภรรยาก็ไม่ว่าอะไร  เพราะยี่สิบปีที่ผ่านมา  ไม่บวชก็เหมือนบวช  ต้องการไปล้างบาปชำระบาป 

ตอนที่เค้าบวชสุรเชษฐ์  เวชพิทักษ์เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนชีวิตก็ไปเยี่ยมไปกราบพระ  พระนี่ราศีดีขึ้นเพราะคนที่สงบราศีจะเปลี่ยน  เวลากลับมาที่สนามบินเชียงใหม่  คุณอนงค์พันธุ์โทรมา  อาจารย์ค่ะจะศึกหรือไม่  คุณอนงค์พันธุ์ภรรยาบอกว่าไม่อยากให้บวชตลอดเพราะอายุราชการไม่พอ  ลูกสาวยังเรียนอยู่  อยากให้ลูกเรียนให้จบก่อน  คุณอนงค์พันธุ์ทำบัญชีครัวเรือน  สามีเปลี่ยนเพราะเห็นภรรยาไปเรียนแล้วชีวิตเปลี่ยน  ครอบครัวดีขึ้น ก็มีอีกหลายกรณีเช่น  กรณีดาบตำรวจพเยาว์น้ำหนักแกเยอะ คนที่เรียนต้องเขียนโครงงาน  เทอมนี้ข้าพเจ้าจะทำอย่างนี้จะทำให้ชีวิตดีขึ้น  สโลแกนของผมคือ “ทุกคนมาเรียนมหาวิทยาลัยชีวิต  ชีวิตคุณต้องดีขึ้น”  คุณมาเรียน  ไม่ใช่ยิ่งเรียนยิ่งเครียด เครียดก็กินยา  เค้าก็มาลดน้ำหนัก  ใครบอกว่าลดน้ำหนักอย่างไรก็ซื้อหมด  กินยาหมดก็ไม่สำเร็จ มาอ่านเว็ปไซด์ผมก็สำเร็จ อีเมล์มาขอบคุณ  ภรรยาก็ทำ  จากนั้นก็มาดูเรื่องพลังงาน ก็สำรวจดูก็พบว่าเค้าใช้น้ำมันรถจำนวนมาก  เดือนหนึ่งไปกลับ 7 กิโลเมตร ไปทำงาน  เลยตัดสินใจถีบจักรยาน  ปีกว่ามาแล้วก็ประหยัดได้เดือนละ 11,500 บาทมีเงินเดือนละ 1,000 บาทไปให้แม่  ตอนนี้พรรคพวกถีบจักรยานไปทำงานหมด  เป็นตัวอย่างที่ดีมากที่เชียงคำ  เขาก็มาสำรวจดูว่ามีภรรยาและลูก 2 คนใช้ไฟ 800 กว่าบาทต่อเดือน  ทั้งๆ ที่แอร์ก็ไม่มี  พอสำรวจดูก็พบว่าเปิดไฟแล้วไม่ปิด  เปิดพัดลมไว้แล้วไม่ปิดไม่ได้ใช้ด้วย  เปิดเมื่อใช้ปิดเมื่อไม่ดู  ตอนนี้เหลือ 300 กว่าบาท  หน้าบ้านปลูกหญ้า วันหนึ่งเขาก็มาคิดว่า เอเราก็ไม่ใช่วัว  ก็เลยเปลี่ยนหลังบ้านเป็นพืชสวนครัว  แรกๆ ก็ปลูกไม่เป็นรดน้ำเยอะต้นไม้ก็ตาย  แต่สุดท้ายก็ออกผล  เห็ดออกมาเยอะ  สุดท้ายก็แจกชาวบ้าน  ผักก็แจกชาวบ้าน  ชาวบ้านก็มีอะไรมาให้  กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ดี  ก่อนนี้เขาก็คุยกับภรรยา  รายได้รายจ่ายไม่สมดุลย์  อยากให้ภรรยาไปทำงานที่กทม. ตอนนี้กำลังจะเรียน  พอเรียนชีวิตก็ลงตัว  ดาบตำรวจบอกว่าเมื่อชีวิตลงตัวสองคนสามคนก็อยู่ได้  ถ้าไม่พอเพียงสองคนก็อยู่ไม่ได้  ตอนนี้เขารู้สึกว่าพอชีวิตลงตัวแล้วมันง่าย  มันมีหลักในการดำเนินชีวิต 

ผมมีตัวอย่างเยอะเช่นคุณจรัญ  เทพพิทักษ์แกมาทำงานที่กทม. นาน 20 ปีไม่มีเงินเก็บ  ได้เท่าไหร่ก็จ่ายเลย  ตัดสินใจชวนภรรยากลับบ้าน ไปอยู่ที่บุรีรมย์  ก็เอาสร้อยคอไปขายได้เงินมา 8,000 บาทไปซื้อรถเข็ญ  ซื้อเครื่องครัวต่างๆ ถ้วยชาม  ทำกับข้าวมาขายตลาดทุกเช้า  คนไปใส่บาตรก็มาซื้อ  ได้ตังค์  แต่คุณจรัญไม่มีเก็บ  มีก็ใช้  ไม่มีก็ไม่ใช้  เพราะไม่มีเป้าหมายในชีวิต  ตอนเย็นก็กินเหล้าภรรยาก็มากินด้วย  ไม่มีเงินเก็บ  แต่พอมาเรียนรู้ จัดระเบียบชีวิตทำบัญชีครัวเรือนวางแผน  วันหนึ่งก็เหลือตั้ง 800 บาทต่อมาก็ซื้อนา เป็นความผันตั้งแต่เกิด เพราะพ่อแม่ทำนา  ไปเรียนที่กทม.เพื่อเอาเงินไปซื้อนาเพราะพ่อแม่เช่าอยู่  วันนี้พอวางแผนได้เขาก็มีความสุขมาก  เขาบอกว่าตอนมาเรียนใหม่ๆ  ผมก็ทำโครงงานเพราะอยากได้คะแนน  เพราะระบบของเราที่ผ่านมาเป็นระบบท่องจำ  ตอนนี้ชีวิตก็เปลี่ยน

มีผู้ใหญ่คนหนึ่งอยู่ที่ลำปางเป็นโรคเก๊าท์  ความดันไปหาหมอที่อนามัยบ่อย  หมอบอกว่ากินยาบ่อยๆ ไม่ดี   หมอบอกว่าน่าจะออกกำลังกายบ้าง  ผู้ใหญ่บอกไม่มีเวลา  ตอนเช้าต้องอาบน้ำไก่  เพราะแกมีไก่ชน  เล่นหวย  กินเหล้าอีก  พอมาเรียนก็ปรับชีวิตเลิกหมด ขี่จักรยานทุกเช้า  น้ำหนักลดไปสิบกิโล  แต่ก่อนหนัก 77 ลดเหลือ 67ก.ก แกเป็นตัวอย่างของคนลำปางที่ดูแลสุขภาพดี  แกบอกที่สำคัญคือก่อนนี้เงินเดือนผมเดือนละ 15,000 บาท ไม่พอใช้ เดี๋ยวนี้ 5,000 บาทยังเหลือ  เศรษฐกิจพอเพียงผมว่ามันยาก  เพราะเหมือนศีลธรรมส่วนบุคคล  ที่ระบบโครงสร้างมันไม่ช่วย  โฆษณากระหน่ำทุกทางก็ไม่ช่วยต้องมีคนเก่งอย่างนี้ละมั๊งที่ทำได้  เพราะฉะนั้นสรุปว่าจะทำเศรษฐกิจพอเพียงได้ต้องใช้ปัญญา  ต้องใช้ความกล้าหาญ  เพราะมันเหมือนต้องทานกระแส  แล้วเค้าก็กินอยู่อย่างนี้  บังคับให้กินอยู่อย่างนี้  จะทวนไหวหรือ  อบรมอบต.นั่งรถเก๋งปิคอัพแล้วคุณขี่มอเตอร์ไซด์ทนไหวมั๊ยเพียงแต่คนอื่นมีรถ  คุณไม่ได้ใช้คุณก็ต้องไปกู้หนี้มา 

พูดถึงรากเหง้าทำยังงัยให้เราสามารถพลิกชีวิตเราได้  ผมคิดว่าการเป็นตัวของตัวเอง  คุณเป็นใคร  ยกตัวอย่างมีน้องคนหนึ่งชือเจริญ  ดีนุ  อยู่บ้านหนองเต่าบ้านพ่อหลวงจอนิแกมาเรียน  แกสารภาพว่า “ก่อนนี้ผมอายมากที่จะบอกใครว่าผมเป็นกระเหรี่ยงปกากะยอ ก่อนนี้ผมไม่เชื่อมั่นในตนเอง  พอมาเรียนผมต้องมาทำประวัติศาสตร์ของบ้านผม  ตอนนี้ใส่เสื้อกระเหรี่ยงได้ไม่ต้องอายเลยนะ”

มันเป็นเรื่องของเอกลักษณ์ของตนเอง  การที่เรารู้ว่าเรามาจากไหน  เรารู้เอกลักษณ์ของตนเอง  การศึกษาทำให้เราไม่เชื่อมั่นในตนเอง  ถ้าไม่มีรากเกง้าเราก็จะไปตามกระแสกันง่ายมาก  วันที่สามต้องใช้ความเพียร  ไม่มีอะไรทำได้ข้ามคืน  เป็นปัญหาของคนยุคใหม่  ปลูกต้นไม้ต้องเอาต้นสิบเมตรมาปลูก  ปลูกต้นเล็กๆ ไม่ได้  สังคมสมัยนี้รอไม่ได้  ความเพียรตนนี้สำคัญ  เรือสำเภาที่จะไปที่สุวรรณภูมิ  เรือล่มคนเจ็ดร้อยคนก็อ้อนวอนเทวดา  เหลืออยู่หนึ่งคนที่รอดคือพระมหาชนก  เวลาที่เกิดวิกฤตอย่าได้อ้อนวอนเทวดาให้ช่วยตัวเอง  พวกที่อ้อนวอนเทวดาก็ตายหมด  เหลือคนเดียว  เมขลาเทวดาก็มาถามว่าทำไมพระมหาชนกไม่เห็นฝั่งยังว่ายอยู่ได้  กษัตริย์ทรงสอนว่าความเพียรอันบริสุทธิ์ทำให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์  พระมหาชนกสอนให้เรารู้ว่าบางครั้งคนที่ไม่เห็นฝั่ง  จะรู้สึกสิ้นหวังเพราะไม่รู้จะไปทางไหนทั้งๆ ที่เราไปได้  แต่ก็ถอดใจ

ผมคิดว่าตรงนี้สำคัญมาก  ถ้านึกจะแก้ปัญหาอะไรต้องมีความเพียรอันบริสุทธิ์  เรื่องพวกนี้เป็นตัวอย่าง  ผมมีนักศึกษาอยู่เจ็ดพันคนกระจายอยู่ทั่วประเทศเป็นผู้ใหญ่  กศน.คุยว่ามีคนจบมัธยมปลายอยู่ 13.8 ล้านคนจะทำอะไร  ถ้าเค้าอยากเรียนต่อขั้นอุดมศึกษา  เราจะมีหลักสูตรอะไรที่เหมาะสมกับเค้าบ้าง  ไม่มี  เราก็จับเขามาเรียนในระบบ  จับยอบต.จับใครต่อใครมาเรียน  หกอาทิตย์สอบ  ท่องหนังสือเอาเป็นเอาตาย  ในขณะที่ชีวิตเขาต้องการอะไรอีกแบบหนึ่ง  ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะหมอประเวศไปรายงานในที่ประชุมว่าทำงานแล้วได้อะไรบ้าง  เราก็มีปัญหาเพราะระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ผมใช้ทุกวันนี้มีคนหัวเราะ  ตอนต้นปัญหาสำคัญคือ learning free ไม่มี  ครูบาอาจารย์ไม่อยากเรียนรู้  ความมุ่งมั่นเจตนารมย์ที่จะเรียนรู้ไม่มีในบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลาย  ถ้าคุณไม่อยากเรียนรู้  คุณก็ไม่เปลี่ยน  การเรียนรู้ก็ไม่เปลี่ยน  แล้วคุณมาบอกผมว่า  สามปีห้าปีผมจะทำงานกับคุณแล้วให้คุณไปทำงานเอง  แต่ไม่ถึงสองปีเลยไม่เคยมาเรียนรู้ร่วมกับชุมชน  อาจารย์ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จักชุมชน  ไม่เคยรู้จักชาวบ้าน  หมอประเวศก็บอกให้ตั้งเอง  รูปแบบก็คล้ายกับอาศรมศีลที่เปิดปริญญาโท  ของผมเรียก “สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน”  ให้ตั้งเอง   (Live = Learning Institute for everyone) ก็คือมหาวิทยาลัยชีวิตนั่นแหละเราจะไปตั้งที่แม่กลอง  แต่เราก็จะเปิดศูนย์ไปทั่วประเทศ  ผมเลือกแม่กลอง model คือเมืองไทยขนาดเล็ก  สำหรับเมืองไทยการพัฒนาเหมือนแม่กลอง เพราะเมืองไทยมีเกษตร  มีวัฒนธรรม  มีความอุดมสมบูรณ์  มีภูมิปัญญา  มีการท่องเที่ยว  มีประชาสังคมที่เข้มแข็ง  ที่เราทำอยู่กับใครเราก็ทำตอน  แต่ถ้าที่ใดทำไม่ไหวเราก็ทำเอง  ที่อุ้มผาง  คนอยากจะเรียนรู้มาก  อบต.บอกผมจะจัดมีคนอยากเรียน 80 คน  ผมก็ไปทำงานกับราชพัฒน์กำแพงเพชร  กำแพงเพชรบอกไม่มีใครอยากไปสอน  บอกมันไกลเกินไป  ความจริงมีวิธีการจัดการที่จะเปิดได้ที่สะบ้าย้อย  เขาอยากเปิดเป็นมุสลิมหมด  มีคนอยากเรียนเจ็ดสิบคน  มาชวนเปิดได้มั๊ย  เราก็ไปคุยกับราชพัฒน์สงขลา  แต่พอบอกว่าจัดที่นาทวี  สะบ้าย้อย  ไม่ยอมไปกลัวตาย  และก็มีที่อมก๋อย  ดอยเต่าเชียงใหม่บอก 4 ชั่วโมงไปไม่ได้

อาจารย์มีหลักสูตรอย่างไรบ้าง 
หลักสูตรตามทบวงกระทรวงศึกษาธิการ  จบก็ได้ปริญญา  เราก็ประนีประนอม  ต้องมีหลักสูตร  เค้าโครงเนื้อหาตำรา  แต่วิธีการจัดการของเรา  ต้องสอดคล้องกับท้องถิ่น  ไม่ใช่มานั่งฟังโครงการ lecture จดบันทึกอย่างเดียวทำอย่างไรเอาประสบการณ์ของเขาเป็นตัวตั้ง  ทำอย่างไรให้ไปทำข้อมูล  ปัญหาจริงๆ คืออะไร  เราเรียนแบบผู้ใหญ่  ให้เขาได้จัดการทรัพยากรเป็น  เอาชีวิตเป็นตัวตั้งไม่ใช่ Text (ตำรา) หมอประเวศบอกถ้าเอาประสบการณ์เป็นตัวตั้ง  ราจะมีผู้รู้เต็มแผ่นดิน  ถ้าเอาตามวิชาการจะมีแต่ดอกเตอร์ผู้เชี่ยวชาญเต็มแผ่นดิน

ถาม:อาจารย์คิดอย่างไรที่ฝรั่งคนหนึ่งเค้าบอกว่า ที่ใดมีอารยธรรมที่ใดมีรากเหง้าที่นั้นไม่มีการพัฒนา  ดูตัวอย่างอียิปต์มีวัฒนธรรมถึงปัจจุบันก็สู้ออสเตรเลียไม่ได้  ซึ่งประมาณหนึ่งร้อยกว่าปี  เขมรมีอารยธรรมสองพันกว่าปี ไทย พม่า สู้สิงคโปร์ไม่ได้  เมืองจีนบอกว่าถ้าคนที่ยึดเอา output คือเศรษฐกิจมาเป็นตัววัดเป็น Indicator ได้มั๊ยครับ  อย่างที่คุยว่า Rich ทาง Culture บางที่นั่นไม่มีการพัฒนาในเชิงเศรษฐกิจ  ในทางที่ทำให้คนมีคุณภาพขึ้น  กับของเดิมที่คนยังติดกับอะไรที่เป็น Nationwide

ความเห็นที่ 1:เวลาที่เราพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง  คำว่าพัฒนากับคำว่าเจริญ  ความหมายของมันคืออะไร  ถ้าเกิดบอกว่าการพัฒนาหรือคำว่าเจริญแล้วความหมายของมันคือตัวเงิน  คือมันเป็นคนละกระบวนคิดเลย  การให้ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียงกับการให้ความหมายของเศรษฐกิจที่ใช้คำว่าเจริญเหมือนกันโดยตัววัดเป็นคนละแนวคิด  ถ้าบอกว่ามีอารยธรรมแล้วไม่เจริญ  คิดว่ามันแล้วแ ต่เรามองเหมือนคนใช้รถเบนซ์กับโตโยต้าแคมรี่

ความเห็นที่ 2: ส่วนที่เขาบอกว่าเจริญแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย  สหรัฐ  สิงคโปร์  มันก็จะมีความเหงา  Homeless  แต่มันช่วยให้ประชาชนได้พัฒนาขึ้นหรือเปล่า  ความสุขความภูมิใจมันหายไปเยอะ  อย่างสหรัฐมีปัญหาสังคมเยอะมาก อย่างทางยุโรปก็แห้งแล้ง (จิตใจ)

เรื่องของอารยธรรมมีหรือไม่มันเป็นเรื่องที่ Magnetic มาก  วันนี้ทั่วโลกกำลังสนใจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียว  มันเป็นคำถามที่เกิดมาสิบกว่าปีแล้ว  มีคำถามว่าคุณมีเงินเยอะคุณมีความสุขจริงหรือ  คุณต้องการแค่นี้หรือ  เพราะฉะนั้นเรื่องGDH  หรือ ความสุขมวลรวมประชาชาติ  มันเป็นเรืองที่ซีเรียส  เมื่อสองปีที่แล้วนิตยสารไทม์ยกให้กษัตริย์ภูฐานเป็นหนึ่งในคนที่มีอิทธิพลที่สุดในโลก  เป็นตัวแทนของคนที่กระตุ้นสำนึกของคนให้กลับมาตั้งคำถามใหม่  คุณจะเอาอะไรแนวนี้  โลกร้อนขึ้น  คนก็ฆ่าตัวตายคุณจะเอาแบบนี้หรือเปล่า  ล่าสุดฝรั่งเศสจ้างโจเซฟ สติกรีส เขียนหนังสือชื่อ “Globalisation Discontent”เคยเป็นที่ปรึกษาคลินตันได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์  เป็นคนวิจารณ์ว่า IMF ทำกับประเทศไทยผิด  จ้างเขากับอมาตยเซ็น นักเศรษฐศาสตร์ชาวอินเดีย  ทำเศรษฐกิจชุมชนได้รางวัลโนเบลเหมือนกัน  หาตัวกรอบเกณฑ์การชี้วัดว่าทำอย่างไร  การพัฒนาประเทศของฝรั่งเศสและยุโรป  ถึงจะทำให้คนมีความสุข  ทั้งสองคนเป็นตัวแทนของเศรษฐกิจแบบทางเลือก  ไม่ใช่เศรษฐกิจกระแสหลัก  ตอนนี้คนพยายามหาสิ่งนี้  หูจิ่นเทาพยายามหาแนวทางให้เมืองจีนกลับไปหารากเหง้าคือกลับไปหาขงจื้อ มันแปลว่าอะไร  อีกไม่นานจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นในเมืองจีน

หูจิ่นเทาพูดว่าระบบใดก็ดี  ถ้าไม่มีคุณธรรมมันก็ไปไม่รอด คุณธรรมของจีนคือสิ่งที่สืบทอดถ่ายทอดมาตลอดในประวัติศาสตร์ที่คนลืมไม่ได้คือขงจื้อ  ความคิดของขงจื้อแปลเป็นจีนขายได้สิบกว่าล้านเล่มเป็นไปได้อย่างไรเพราะเศรษฐกิจจีนกำลังเละ  เพราะเติบโตเร็ว  รวยกันเร็ว  โกงกันเยอะก็มีปัญหาเยอะ  เพราะทุกที่กำลังพูดถึงการพัฒนาเศรษฐกิจจีนที่เละเพราะการเติบโตเร็วคนรวยขึ้นก็มีปัญหา  เพราะฉะนั้นการที่คนเริ่มแสวงหาสิ่งเหล่านี้เริ่มตั้งคำถามกับการพัฒนา Modernisation Disordevelopment อามีนซามินพูดมาได้สามสิบปีแล้วมันจริงหรือเปล่า  เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง  ปัญหาของเราคือว่าเนื้อหารูปแบบกับขบวนการมันคืออะไร  โรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงต้องมีบ่อปลากับแปลงผักสามแปลงพอเพียงได้อย่างไร  ตอนนี้ผมกำลังพัฒนาครูสิบคนจากโรงเรียนสิบแห่ง  สร้างต้นแบบของโรงเรียนพอเพียงว่ารูปแบบ  กระบวนการมันคืออะไรหนึ่งชุด  กรอบเกณฑ์การชี้วัดคืออะไร  พวกเราเองที่น่าจะมีส่วนในการกำหนด